รีวิว Maleficent : Mistress of Evil หนังการ์ตูนที่โหดสัสดาร์กช็อกโกแล็ตมากค่ะ

[รีวิว] Maleficent: Mistress of Evil ดาร์กเกินเทพนิยายดิสนีย์

 

Maleficent ภาคแรกในปี 2014 เป็นหนังสร้างปรากฏการณ์ของดิสนีย์ ที่จับนิทานคลาสสิก Sleeping Beauty (เจ้าหญิงนิทรา) มาตีความหมายใหม่ แล้วประสบผลสำเร็จอย่างที่สุด ปัดกวาดรายได้ไปแบบถล่มทลายถึง 758 ล้าน จากทุนสร้าง 180 ล้าน แล้วแองเจลินา โจลี่ ก็ได้บทบาทที่เป็นไอคอนจำของฮอลลีวู้ดไปอีกนาน ถึงกระนั้นดิสนีย์ก็ยังเว้นตอนไปถึง 5 ปี กว่าจะได้เวลาคลอดภาค 2 ออกมาในปีนี้ เป็นปีที่หนังจากค่ายดิสนีย์อัดแน่นกันถึง 10 เรื่อง

 

รายละเอียดดูหนังในภาคนี้ก็เขียนให้เรื่องราวห่างกับภาคแรกไว้ 5 ปีเช่นเดียวกัน ออโรร่าเติบโตขึ้นเป็นสาววัย 21 ปี นางก้าวจากเด็กผู้หญิงมาเป็นราชินีผู้ดูแลดินแดนมัวร์เต็มกำลัง ภายหลังจากหมั้นหมายกับพระราชโอรสฟิลิปส์ในภาคแรก พอมาถึงภาคนี้พระราชโอรสฟิลลิปส์ก็ขอเจ้าหญิงออโรร่าสมรสอย่างเป็นทางการ ตามรายละเอียดที่พวกเรามองเห็นในแบบอย่างมาเลฟิเซนต์มองไม่เห็นถูกใจด้วย แต่ว่าด้วยความรักที่นางมีต่อออโรร่าก็เลยยอมออกงานพิธีการเป็นครั้งแรก ด้วยวิธีการทำหน้าที่แม่ของออโรร่าไปเป็นแขกรับเชิญของพระราชาแล้วก็ราชินีที่เมืองอัลสตีด ระหว่างการสนทนาบนโต๊ะอาหาร ก็เกิดเหตุให้ติดขัดใจทำให้มาเลฟิเซนต์บันดลความโกรธ กลายร่างไปสู่โหมดร้าย ทำลายข้าวของเครื่องใช้ บริวาร แล้วบินออกไป

 

ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นเรื่องราวเพียงแค่ในตอน 15 นาทีแรกของหนัง ที่เอามาเสนอในแบบอย่างหนัง ทำให้ดูเหมือนกับว่ามาเลฟิเซนต์จากราชินีปีศาจที่เริ่มมีจิตใจสุภาพมากมายกขึ้นแล้วในภาคแรก จะกลับมาร้ายอีกทีแล้วทำศึกทำสงครามกับอัลสตีดแล้วก็บุตรสาวตนเอง แต่ว่าหนังก็ยังวางหน้าที่ของราชินีอิงกริต หน้าที่ของ มิเชล ไฟเฟอร์ ให้มองคลางแคลงใจเสมือนมีแผนร้ายแอบซ่อนอยู่ ซึ่งในหนังจริงก็มิได้ปิดบังปัญหานี้ไว้เป็นไม้ตายแต่ว่ายังไง แต่ว่าเล่ากันแบบง่ายๆตรงๆเผยตัวตนผู้ร้ายตั้งแต่ต้นเรื่องกันไปเลย

 

ลินดา วูลเวอร์ตัน มือเขียนบทจากภาคแรกกลับมาสืบต่อหน้าที่เดิม แถมด้วยคู่ซี้ผู้เขียนบท โนอาห์ ฮาร์ปสเตอร์ แล้วก็ มิคา ฟิตเซอร์แมน-บลู มาร่วมเขียนด้วย หนทางของภาค 2 พาบรรยากาศหนังออกห่างไกลจากภาคแรกมากมาย ใจความสำคัญแรกที่หนังเลือกเน้นย้ำในเรื่องการทำศึกระหว่างเมืองอัลสตีดแล้วก็ “ดาร์กเฟย์” ชื่อเรียกเผ่าพันธุ์ของเทวดามีปีก ญาติพี่น้องของมาเลฟิเซนต์ ที่สืบทอดมาจากนกฟินิกซ์ ก็จำเป็นต้องเห็นด้วยว่าเส้นเรื่องในภาคนี้เดินหน้าไปแบบเข้มข้นดุเดือดเลือดพล่าน ไม่ต้องอิงเทพนิยาย “เจ้าหญิงนิทรา” แบบภาคแรกอีกต่อไป แล้วไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาชี้แนะบรรดานักแสดงอีกแล้วด้วย

 

แต่ว่าเมื่อกล่าวถึง “การทำศึก” ในหนังดิสนีย์ ก็ย่อมเต็มไปด้วยฉากต่อสู้แล้วก็ฆ่า ที่ถือว่าสุ่มเสี่ยงพอสมควรกับการจับเรื่องนี้มาเล่นในหนังที่พวกแบรนด์ “ดิสนีย์” ซึ่งหนังก็เพียรพยายามหลีกเลี่ยงภาพที่เหี้ยมโหดอำมหิต เมื่อเหล่าดาร์กเฟย์ถูกลูกกระสุนปืนเหล็กยิง ก็สลายเปลี่ยนเป็นเถ้าถ่าน ส่วนบรรดาสัตว์เทวดาในป่ามัวร์ ก็ถูกจับมารังแกเช่นเดียวกัน หลายๆตัวพอตายก็เปลี่ยนคืนภาวะกลายเป็นดอกไม้ใบต้นหญ้า ด้วยภาพน่ะปราศจากความร้ายแรง แต่ว่านี่เป็นหนังดิสนีย์ที่ได้เรต G หมายความว่าไม่จำกัดอายุ ลูกเล็กเด็กแดงบางทีอาจจะรู้สึกสะเทือนขวัญกับภาพ ภูติน้อยดิ้นกระแด่วๆโดนฆ่าต่อหน้า

 

ฉากฆ่าภูติที่ไม่คาดคิดว่าจะได้มองเห็นในหนังดิสนีย์

อีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกได้อย่างเห็นได้ชัดว่าหนังมองผิดแผกจากหนังเทพนิยายดิสนีย์ที่เคยชิน ด้วยการเลือกเล่าถึงเชื้อสาย “ดาร์กเฟย์” ซึ่งหนังเลือกให้ความใส่ใจกับเรื่องราวส่วนนี้เป็นอย่างมาก ถึงกับพาทัวร์อาณาจักรดาร์กเฟย์กันอย่างช้านานแล้วก็ละเอียด เล่าถึงประวัติความเป็นมาที่มาชีวิตความเป็นอยู่ พาดูภาวะชีวิตความเป็นอยู่ การเลือกที่จะลงลึกถึงตัวตน การแบ่งแยกดินแดน การทำสงครามระหว่างเชื้อสาย พวกเราชอบคุ้นกับเรื่องราวพวกนี้ในหนัง Lord of The Rings หรือ Game of Thrones มากยิ่งกว่า ไม่คาดคิดที่กำลังจะได้มองเห็นหนังดิสนีย์มาเล่าหนังในบรรยากาศอย่างนี้ แล้วก็เหมือนเคย มีตัวละครที่ตายจากการทำสงครามระหว่างเชื้อสาย

 

ฉากด้านในรัง “ดาร์กเฟย์” ที่ดีไซน์ได้สวยสดงดงามประหลาดตา

เปลี่ยนเป็นว่าจุดแข็งสำหรับภาคนี้ไม่ใช่รายละเอียด เรื่องราวของหนังที่ดูเหมือนจะพาออกสมุทรไปไกล แต่ว่าจุดที่น่ากล่าวชมเชยเป็นงานดีไซน์ฉากแล้วก็ซีจีที่น่าระทึกใจ เกือบทุกๆฉากมองสวยสดงดงามวิจิตรตระการตาตั้งแต่แมื่อฉากเปิดเรื่องเลย ถ้าหากได้โอกาสเลือกมองบนหน้าจอ IMAX 3 มิติได้ขอเสนอแนะอย่างแรง เพียงแค่ฉากเปิดเรื่อง 5 นาที บอกเลยว่าคุ้มเงินแล้ว มุมกล้องถ่ายภาพจากฟ้าพาพวกเราท่องเข้าไปในดินแดนมัวร์วิ่งผ่านหน้าบรรดาอสูรกาย ลงไปวิ่งเลี่ยผิวน้ำ ผ่านดอกไม้นานาพรรณ เป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานบันเทิงใจมากมายราวกับนั่งพักผ่อนเครื่องเล่นในสวนสนุกเลยขอรับ ฉากที่ประทับใจมากคือการออกแบบสวน “ดอกไม้ป่าช้า” เป็นดอกไม้สีส้มสว่างท่ามกลางความมืดดำขึ้นอยู่กับเต็มแผ่นดิน เชิญชวนให้นึกถึง”เห็ดกระสือ” ใน “แสงกระสือ” นั่นแหละ แต่ว่าโปรดักชันทุนหนาของฮอลลีวู้ดเขาทำเป็นละลานตากว่าก็ไม่แปลกหรอก

 

อีกฉากที่จำเป็นต้องซู้ดปากยกย่องไอเดียสำหรับการดีไซน์เป็นรังของ “ดาร์กเฟย์” ที่จับไอเดียประเด็นการเอากิ่งไม้มาสานทอขึ้นเป็นรังแบบนก แต่ว่านี่เป็นรังใหญ่มีทางเดินเชื่อมกันเป็นทางยาว เป็นการผสมผสานงานตกแต่งกับธรรมชาติได้กลมกลืนกันดีจัง ฉากมุมกว้างของวังอัลสตีดก็มองวิจิตรตระการตาเต็มไปด้วยเนื้อหายิบย่อยมากมายก่ายกอง ดูมีความใหญ่โตสมกับเป็นอาณาจักรใหญ่แต่ว่าก็ยังให้ความรู้สึกแบบพระราชวังราชวังในเทพนิยายอยู่ ฉากพิธีการอภิเษกสมรสที่ตกแต่งวังด้วยไม้เลื้อยก็สวยสดงดงามมากมาย ตกลงว่าน่ากล่าวชมเชยมันหมดทุกฉากในเรื่องเลย คณะทำงานดีไซน์โคตรเก่ง

 

สาระสำคัญที่ไม่เอ่ยถึงมิได้เป็นตัวหลักของเรื่อง มาเลฟิเซ็นต์ ถึงแม้ว่าจะหนังภาคนี้จะมีรอยแผลมากมายแค่ไหน เสน่ห์ของแม่ก็สามารถเรียกคนมาดูได้อย่างแน่แท้ แม่สามารถประคองหนังอีกทั้งเรื่องได้อยู่จริง ว่ากันตั้งแต่ฉากเปิดตัวเลย แองเจลินา โจลี่ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกให้นักแสดงมาเลฟิเซนต์มองยิ่งใหญน่ายำเกรงเสมอ ยิ่งทำให้เชิญชวนคิดอยู่หลายครั้งว่าถ้าหากไม่ใช่แองเจลินา แล้วจะมีคนไหนสมควรไปกว่านี้ บางอารมณ์ที่แม่ต้องการจะน่ารักน่าเอ็นดู เอาเพียงแค่ฉากที่เพียรพยายามยิ้มยิงฟันเอาอกเอาใจบุตรสาว ก็มองน่ารักน่าเอ็นดูชวนหัวเราะได้จริง ในฉากรบอีรุงตุงนังเมื่อเหล่าดาร์กเฟย์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วแม่แสดงตัวออกมานี่หากปรบมือได้จะต้องร้อง !เย่ ไปเลย มันได้อารมณ์แบบ “แม่มาแล้ว” จริงๆถ้าหากเคยผิดหวังต้องการมองเห็นการปรากฏตัวแบบอัศวินขี่ม้าขาวของ Captain Marvel ใน End Game แต่ว่านางมิได้โชว์เท่อย่างที่พวกเรารอ มาเชียขุ่นแม่มาเลฟิเซนต์ในภาคนี้แทน แม่มาแบบโก้เก๋และไม่ผิดหวังจริงๆกระทั่งท่าลงหยุดสัมผัสพื้น ที่ย่อตัวแบบเบาๆก็ยังดูดีเลย

 

สรุปว่าหนังยังสนุกสนานอยู่ บนมาตรฐานหนังแบบเทพนิยายเดาได้ง่ายไม่มีอะไรสลับซับซ้อน งานภาพสวยสดงดงาม วิจิตรตระการตา ขุ่นแม่ทำให้พวกเรายิ้มได้เป็นประจำแต่ว่าเรื่องราวออกสมุทรไปไกล ดาร์กเกินขีดหนังดิสนีย์ที่พวกเราเคยชินไปพอสมควร มีตัวละครตาย ไม่ควรได้เรต G อย่างที่ได้มา ผู้ปกครองถ้าหากพาเด็กตัวเล็กๆไปดู จำเป็นต้องทำหน้าที่ชี้แจงน้องๆกันเยอะแยะเลยล่ะขอรับ